มัสยิด 300 ปี หมู่บ้านตะโละมาเนาะ (มีคลิป)

ก่อนขึ้นไปเที่ยวชมบรรยากาศบนเขาบูโด เราแวะเข้ามัสยิด 300 ปีกันก่อน

มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดของกลุ่ม ที่แตกทัพมาจากปัตตานี มาปักหลักที่นี่

มัสยิดตะโละมาเนาะ (มลายู: Masjid Telok Manok)หรือ มัสยิดวาดีลฮูเซ็น (มลายู: Masjid Wadi Hussein) เป็นศาสนสถานในศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่หมู่ 1 บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส บริเวณเชิงเขาบูโดมัสยิดแห่งนี้สร้างด้วยเครื่องไม้ดั้งเดิมไม่ใช้ตะปูในการสร้าง มีความงดงามและเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลกมลายู (Nusantara) ภายในเป็นที่เก็บรักษาพระคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งเขียนด้วยลายมือของวันฮุซเซน อัซซานาวี อิหม่ามคนแรกของมัสยิด และยังเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานกันระหว่างมลายู ไทย และจีน

มีหลังคาทรงจั่ว ปลายปั้นลมเป็นแบบมลายูตรังกานู มีผนังฝาลูกฟัก และยกใต้ถุนสูง ใช้การสลักไม้แทนตะปู ใช้บือจือตา (เครื่องมือคล้ายขวาน บ้างเรียกขวานเล็ก) สำหรับตัดไม้ ใช้บันลีโยง (ลิ่ม) เพื่อผ่าไม้ และใช้บายิ (เครื่องมือคล้ายจอบ) ถากไม้ตะเคียนให้เรียบแต่เดิมหลังคามุงด้วยจาก แต่ต่อมาได้เปลี่ยนไปมุงหลังคาด้วยกระเบื้องซึ่งทำจากอิฐสงขลา

อาคารมัสยิดหลังแรก มีหลังคาทั้งหมดสามชั้น เสาแกะสลักลายดอกพิกุล หลังคาชั้นที่สามเป็นโดมรูปเก๋งจีนแท้อยู่บนหลังคา มุงด้วยกระเบื้องดินเผา เดิมเก๋งจีนจะถูกใช้เป็นหออาซาน

หมู่บ้านตะโละมาเนาะในอดีตเป็นป่าสมบูรณ์ ต่อมาวันฮุซเซน อัซซานาวี (Wan Hussein As-Sanawi) นักการศาสนาอิสลามจากหมู่บ้านสะนอ (ปัจจุบันคืออำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี) และภรรยาคืออุมมีกัลซุม (Ummi Kalsom) หญิงชาวบ้านม่วงหวาน (ปัจจุบันคืออำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี)พร้อมผู้ติดตามจำนวนหนึ่งหนีภัยสงครามระหว่างสยามและปัตตานีบางแห่งก็ว่าโยกย้ายถิ่นฐานจากพระราชบัญชาของเจ้าเมืองสลินดงบายู (เมืองสายบุรี) ไปตั้งถิ่นฐาน ณ บริเวณเชิงเขาบูโด

กล่าวกันว่าวันฮุซเซนเป็นนักการศาสนาที่ยอดเยี่ยม สามารถท่องจำพระคัมภีร์อัลกุรอานได้อย่างลึกซึ้งทั้งเล่ม รวมทั้งผลิตนักปราชญ์ทางศาสนาได้จำนวนมาก มีดำริให้สร้างมัสยิดสำหรับปฏิบัติศาสนกิจ จึงสร้างมัสยิดจากวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นคือไม้ตะเคียน ซึ่งมีมากในป่าบูโด และใช้เครื่องมือท้องถิ่น โดยมีหะยีซายฮู ครูสอนศาสนาเป็นผู้ก่อสร้าง และแซมะเป็นนายช่าง


เครดิตภาพและเรื่องราวโดย : Numtarnstyle fanpage Numtarnstyle.com

โฆษณา